แสงสีฟ้าและแสงที่มองเห็นมีผลต่อผิวหรือไม่

ภาพกราฟิกประกอบบทความ แสงสีฟ้าและแสงที่มองเห็นมีผลต่อผิวหรือไม่
เนื้อหาในบทความนี้
  1. แสงที่มองเห็นคืออะไร
  2. แสงที่มองเห็นไม่ใช่ UV
  3. แสงที่มองเห็นจากแดดเกี่ยวข้องกับเม็ดสีได้
  4. แล้วแสงสีฟ้าจากมือถือและคอมพิวเตอร์ล่ะ
  5. ทำไมงานวิจัยเรื่องแสงสีฟ้าจึงดูขัดกัน
  6. แสงสีฟ้าไม่ใช่เรื่องเดียวกับผิวเสื่อมจากแสง (Photoaging) ทั้งหมด

แสงที่มองเห็นคืออะไร

แสงที่มองเห็น หรือ Visible Light คือช่วงของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ตามนุษย์มองเห็นได้ โดยทั่วไปอยู่ประมาณ 400–700 นาโนเมตร

แสงสีฟ้า หรือ Blue Light เป็นเพียงส่วนหนึ่งของช่วงนี้ อยู่ทางด้านความยาวคลื่นสั้นของแสงที่มองเห็น แหล่งของแสงสีฟ้ามีทั้งแสงแดด หลอดไฟ และจออิเล็กทรอนิกส์

จุดที่มักทำให้เกิดความสับสนคือ การเรียกทุกแหล่งว่า “แสงสีฟ้า” อาจทำให้ดูเหมือนว่าการได้รับจากแต่ละแหล่งเหมือนกัน ทั้งที่ความเข้ม ระยะห่าง ระยะเวลาสัมผัส และสเปกตรัมของแสงแตกต่างกันมาก

แสงที่มองเห็นไม่ใช่ UV

แสงที่มองเห็นและรังสีอัลตราไวโอเลต หรือ UV เป็นคนละช่วงของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

UV เป็นส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผิวไหม้แดด ความเสียหายสะสมจากแสง และผิวเสื่อมจากแสง (Photoaging) ส่วนแสงที่มองเห็นไม่ใช่ UV และไม่ควรนำผลของ UV มาใช้แทนกันโดยตรง

อย่างไรก็ตาม คำว่า “ไม่ใช่ UV” ไม่ได้หมายความว่าแสงที่มองเห็นไม่มีผลต่อผิวเลย งานวิจัยในช่วงหลังพบว่าแสงที่มองเห็นสามารถกระตุ้นการตอบสนองบางอย่างของผิวได้ โดยหนึ่งในเรื่องที่ศึกษาอย่างมากคือเม็ดสีผิว

แสงที่มองเห็นจากแดดเกี่ยวข้องกับเม็ดสีได้

การศึกษาหลายงานพบว่าแสงที่มองเห็นในความเข้มระดับที่เกี่ยวข้องกับแสงแดดสามารถกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเม็ดสีได้ โดยผลอาจเห็นเด่นและอยู่นานกว่าในคนที่มีสีผิวเข้มบางกลุ่ม

นอกจากนี้ ในชีวิตจริงเราไม่ได้สัมผัสแสงที่มองเห็นเพียงอย่างเดียว เพราะแสงแดดประกอบด้วยหลายช่วงคลื่นพร้อมกัน งานทดลองพบว่าผลของแสงที่มองเห็นอาจเปลี่ยนไปเมื่อสัมผัสร่วมกับ UVA ด้วย

ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการศึกษาปัญหาเกี่ยวกับเม็ดสี แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่ออกแดดจะเกิดรอยดำจากแสงที่มองเห็นในระดับเดียวกัน

แล้วแสงสีฟ้าจากมือถือและคอมพิวเตอร์ล่ะ

นี่เป็นจุดที่มักถูกขยายความเกินหลักฐานมากที่สุด

หน้าจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ และแท็บเล็ตสามารถปล่อยแสงสีฟ้าได้จริง แต่ปริมาณแสงที่ผิวได้รับจากหน้าจอภายใต้การใช้งานทั่วไปแตกต่างอย่างมากจากการได้รับแสงจากดวงอาทิตย์

มีการทดลองในเซลล์และห้องปฏิบัติการที่พบผลทางชีวภาพของแสงสีฟ้าเมื่อใช้ปริมาณแสงตามเงื่อนไขการทดลอง แต่ผลดังกล่าวไม่สามารถนำมาแปลตรง ๆ ว่าการมองหน้าจอตามปกติจะเกิดผลเหมือนกัน

การทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบที่ประเมินแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พบว่า หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่สามารถระบุการสัมผัสจากอุปกรณ์เหล่านี้ว่าเป็นอันตรายต่อผิวในเรื่องเม็ดสี รอยแดง หรือ Photoaging ได้ และยังต้องการงานวิจัยที่สะท้อนการใช้งานจริงมากขึ้น

ดังนั้น การพูดว่า “หน้าจอทำให้ผิวแก่เหมือนออกแดด” จึงเป็นข้อสรุปที่เกินหลักฐานในปัจจุบัน

ทำไมงานวิจัยเรื่องแสงสีฟ้าจึงดูขัดกัน

เหตุผลหนึ่งคือคำว่า “แสงสีฟ้า” ครอบคลุมการทดลองที่แตกต่างกันมาก

งานหนึ่งอาจใช้แหล่งกำเนิดแสงความเข้มสูงที่ความยาวคลื่นเฉพาะและฉายโดยตรงลงบนผิว ขณะที่อีกงานศึกษาการสัมผัสจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ผลจากสองสถานการณ์จึงไม่ควรถูกนำมาเทียบกันโดยไม่ดูปริมาณแสงจริง

นอกจากนี้ การทดลองในเซลล์ การทดลองกับชิ้นเนื้อ และการทดลองในคนก็ตอบคำถามคนละระดับ ผลที่เกิดในเซลล์ภายใต้ห้องทดลองเป็นเบาะแสทางชีววิทยาที่มีประโยชน์ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดผลที่มองเห็นได้ในผิวมนุษย์จากการใช้ชีวิตประจำวันเสมอไป

แสงสีฟ้าไม่ใช่เรื่องเดียวกับผิวเสื่อมจากแสง (Photoaging) ทั้งหมด

Photoaging หรือผิวเสื่อมจากแสงเป็นภาพรวมที่มี UV เป็นปัจจัยสำคัญและมีหลักฐานมานาน การศึกษาบทบาทของแสงที่มองเห็นและแสงสีฟ้าเป็นส่วนที่เพิ่มเข้ามาในความเข้าใจเรื่องแสงกับผิว แต่ไม่ได้แทนที่ความรู้เรื่อง UV

จึงควรแยกคำให้ชัดว่า “แสงที่มองเห็นจากแสงแดดมีผลต่อผิวบางอย่างได้” กับ “แสงสีฟ้าจากหน้าจอเป็นอันตรายต่อผิว” เป็นคนละข้อกล่าวอ้าง และหลักฐานรองรับไม่เท่ากัน

สรุปคือ แสงที่มองเห็นมีผลต่อผิวได้จริง โดยเฉพาะเรื่องเม็ดสีที่มีข้อมูลจากการศึกษาในคนรองรับมากขึ้น แต่สำหรับแสงสีฟ้าจากหน้าจอ หลักฐานจากการใช้งานในชีวิตจริงยังจำกัด และยังไม่มีเหตุผลที่จะถือว่าการนั่งหน้าจอมีผลต่อผิวเทียบเท่าการสัมผัสแสงแดด