วิธีดูเลขจดแจ้งแบบกว้าง ๆ

ภาพกราฟิกประกอบบทความ วิธีดูเลขจดแจ้งแบบกว้าง ๆ
เนื้อหาในบทความนี้
  1. เริ่มจากหาเลขบนฉลาก
  2. นำเลขไปค้นในระบบของ อย.
  3. ชื่อและเลขควรตรงกับสินค้าที่ถืออยู่
  4. ต้องดู “สถานะ” ด้วย
  5. มีเลขจดแจ้งไม่ได้แปลว่าใช้แล้วไม่แพ้
  6. เลขจดแจ้งก็ไม่ได้ใช้พิสูจน์ว่าไม่มีสารต้องห้ามทุกกรณี
  7. มองเลขจดแจ้งเป็นข้อมูลสำหรับตรวจสอบ ไม่ใช่ตรารับรองทุกเรื่อง

สำหรับเครื่องสำอาง เว็บนี้ใช้คำว่า “เลขจดแจ้ง” หรือ “เลขที่ใบรับจดแจ้ง” ไม่เรียกว่า “เครื่องหมาย อย.” แบบเหมารวม เพราะผลิตภัณฑ์สุขภาพแต่ละประเภทมีระบบการกำกับดูแลและเลขที่ใช้แตกต่างกัน

หน้านี้เน้นวิธีดูในฐานะผู้ซื้อ ไม่ได้อธิบายขั้นตอนที่ผู้ประกอบการใช้ยื่นจดแจ้งเครื่องสำอาง

เริ่มจากหาเลขบนฉลาก

เมื่อดูเครื่องสำอางที่จำหน่ายในประเทศไทย ให้มองหาข้อมูลบนฉลากภาษาไทยและเลขจดแจ้งของผลิตภัณฑ์ เลขควรอ่านได้ชัดเจนพอที่จะนำไปค้นต่อได้

ถ้าซื้อสินค้าออนไลน์และภาพหน้าร้านไม่แสดงฉลากครบ การเห็นเพียงข้อความจากผู้ขายว่า “มี อย.” ยังให้ข้อมูลน้อยกว่าการเห็นเลขจริงและนำไปตรวจสอบด้วยตัวเอง

นำเลขไปค้นในระบบของ อย.

ปัจจุบันเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยามีระบบสืบค้นข้อมูลผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ผู้ใช้สามารถค้นจากเลขที่แจ้ง รวมถึงค้นจากชื่อการค้า ชื่อเครื่องสำอาง หรือชื่อผู้ประกอบการได้

วิธีคิดง่าย ๆ คือไม่ได้ตรวจว่า “เลขนี้มีอยู่หรือไม่” อย่างเดียว แต่ตรวจว่าเลขที่พิมพ์อยู่บนสินค้าพาเราไปยังข้อมูลของสินค้านั้นจริงหรือไม่

เมื่อค้นแล้วควรอ่านผลที่ระบบแสดง เช่น เลขที่ใบรับจดแจ้ง ชื่อการค้า ชื่อเครื่องสำอาง ผู้ประกอบการ และสถานะของข้อมูลในระบบ ไม่ควรหยุดที่การเห็นว่าหน้าค้นหามีผลลัพธ์ขึ้นมา

ชื่อและเลขควรตรงกับสินค้าที่ถืออยู่

ตัวอย่างเช่น ถ้าเลขบนกล่องค้นแล้วพบจริง แต่ชื่อผลิตภัณฑ์ในระบบเป็นคนละชื่อกับสินค้าที่ถืออยู่ ก็ไม่ควรสรุปทันทีว่าสินค้านั้นถูกต้องเพียงเพราะเลขดังกล่าวมีอยู่ในฐานข้อมูล

หลักเดียวกันใช้กับข้อมูลอื่นที่ระบบแสดง ถ้ามีความไม่ตรงกันอย่างชัดเจน ควรตรวจเลขที่พิมพ์อีกครั้งว่าอ่านผิดหรือไม่ และหลีกเลี่ยงการใช้ข้อมูลของผลิตภัณฑ์หนึ่งไปยืนยันอีกผลิตภัณฑ์หนึ่ง

นี่เป็นเหตุผลที่การเช็กเลขควรทำพร้อมกับเช็กชื่อ ไม่ใช่จำเพียงรูปแบบของตัวเลขแล้วมองว่าชุดตัวเลขที่ดูคล้ายกันคือหลักฐานเพียงพอ

ต้องดู “สถานะ” ด้วย

ข้อมูลในฐานของ อย. อาจมีสถานะของใบรับจดแจ้งแสดงอยู่ด้วย การพบข้อมูลเก่าในระบบไม่ได้หมายความว่าสถานะปัจจุบันของรายการนั้นเหมือนเดิมเสมอ

ดังนั้นเมื่อเปิดรายละเอียดขึ้นมา ควรอ่านข้อความสถานะที่ระบบแสดง ณ เวลาที่ตรวจสอบ ไม่ใช่ดูภาพหน้าจอเก่าที่ผู้อื่นส่งต่อกันมา หรืออาศัยเพียงว่าครั้งหนึ่งเคยค้นพบเลขดังกล่าว

มีเลขจดแจ้งไม่ได้แปลว่าใช้แล้วไม่แพ้

จุดที่เข้าใจผิดกันบ่อยคือคิดว่าเครื่องสำอางที่มีเลขจดแจ้งแล้วหมายความว่าใช้กับใครก็ได้โดยไม่มีโอกาสแพ้ ความจริงสองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ผิวของแต่ละคนสามารถตอบสนองต่อส่วนผสมต่างกันได้ คนหนึ่งใช้งานได้ตามปกติแต่อีกคนอาจเกิดการระคายเคืองหรือแพ้สัมผัสได้ การมีเลขจดแจ้งจึงไม่ใช่การรับรองว่า “ใช้แล้วไม่แพ้”

ในทำนองเดียวกัน เลขจดแจ้งไม่ได้เป็นหลักฐานว่าคำโฆษณาทุกข้อความบนสินค้าจะเป็นจริงตามที่ผู้ซื้อจินตนาการ เช่น ไม่ได้ใช้เลขจดแจ้งเป็นหลักฐานว่าเครื่องสำอางรักษาโรคได้ หรือยืนยันประสิทธิภาพทุกข้อที่พบในโฆษณา

เลขจดแจ้งก็ไม่ได้ใช้พิสูจน์ว่าไม่มีสารต้องห้ามทุกกรณี

อีกความเข้าใจหนึ่งคือเมื่อพบเลขจดแจ้งแล้วจะสามารถสรุปได้ว่าสินค้าทุกชิ้นที่พิมพ์เลขนั้นไม่มีปัญหาใด ๆ เลย ซึ่งไม่ควรสรุปเช่นนั้น

การตรวจสอบว่าตัวอย่างผลิตภัณฑ์จริงมีสารอะไรอยู่ภายในต้องอาศัยการตรวจที่เหมาะสม เลขบนฉลากเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแทนการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ได้ และในทางกลับกัน ผู้บริโภคก็ไม่ควรตัดสินว่ามีสารต้องห้ามจากสี กลิ่น หรือการเห็นผลเร็วเพียงอย่างเดียว

มองเลขจดแจ้งเป็นข้อมูลสำหรับตรวจสอบ ไม่ใช่ตรารับรองทุกเรื่อง

ประโยชน์ของเลขจดแจ้งสำหรับผู้ซื้อคือช่วยให้มีจุดอ้างอิงในการตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์กับฐานของหน่วยงานกำกับดูแล แทนที่จะเชื่อข้อความบนหน้าร้านหรือโฆษณาเพียงอย่างเดียว

วิธีดูแบบพื้นฐานจึงมีเพียงไม่กี่ขั้น คือหาเลขบนฉลาก นำไปค้นในระบบของ อย. อ่านชื่อผลิตภัณฑ์และผู้ประกอบการให้ตรงกัน ดูสถานะที่แสดง และอย่าขยายความหมายของเลขจดแจ้งไปเป็นการรับรองว่าผลิตภัณฑ์จะไม่แพ้หรือทำได้ตามคำโฆษณาทุกอย่าง

เลขจดแจ้งเป็นข้อมูลสำคัญบนฉลาก แต่เป็นเพียงข้อมูลประเภทหนึ่ง ไม่ใช่คำตอบทุกคำถามเกี่ยวกับความเหมาะสม ประสิทธิภาพ หรือการตอบสนองของผิวแต่ละคน