เนื้อหาในบทความนี้
สำหรับเครื่องสำอาง เว็บนี้ใช้คำว่า “เลขจดแจ้ง” หรือ “เลขที่ใบรับจดแจ้ง” ไม่เรียกว่า “เครื่องหมาย อย.” แบบเหมารวม เพราะผลิตภัณฑ์สุขภาพแต่ละประเภทมีระบบการกำกับดูแลและเลขที่ใช้แตกต่างกัน
หน้านี้เน้นวิธีดูในฐานะผู้ซื้อ ไม่ได้อธิบายขั้นตอนที่ผู้ประกอบการใช้ยื่นจดแจ้งเครื่องสำอาง
เริ่มจากหาเลขบนฉลาก
เมื่อดูเครื่องสำอางที่จำหน่ายในประเทศไทย ให้มองหาข้อมูลบนฉลากภาษาไทยและเลขจดแจ้งของผลิตภัณฑ์ เลขควรอ่านได้ชัดเจนพอที่จะนำไปค้นต่อได้
ถ้าซื้อสินค้าออนไลน์และภาพหน้าร้านไม่แสดงฉลากครบ การเห็นเพียงข้อความจากผู้ขายว่า “มี อย.” ยังให้ข้อมูลน้อยกว่าการเห็นเลขจริงและนำไปตรวจสอบด้วยตัวเอง
นำเลขไปค้นในระบบของ อย.
ปัจจุบันเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยามีระบบสืบค้นข้อมูลผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ผู้ใช้สามารถค้นจากเลขที่แจ้ง รวมถึงค้นจากชื่อการค้า ชื่อเครื่องสำอาง หรือชื่อผู้ประกอบการได้
วิธีคิดง่าย ๆ คือไม่ได้ตรวจว่า “เลขนี้มีอยู่หรือไม่” อย่างเดียว แต่ตรวจว่าเลขที่พิมพ์อยู่บนสินค้าพาเราไปยังข้อมูลของสินค้านั้นจริงหรือไม่
เมื่อค้นแล้วควรอ่านผลที่ระบบแสดง เช่น เลขที่ใบรับจดแจ้ง ชื่อการค้า ชื่อเครื่องสำอาง ผู้ประกอบการ และสถานะของข้อมูลในระบบ ไม่ควรหยุดที่การเห็นว่าหน้าค้นหามีผลลัพธ์ขึ้นมา
ชื่อและเลขควรตรงกับสินค้าที่ถืออยู่
ตัวอย่างเช่น ถ้าเลขบนกล่องค้นแล้วพบจริง แต่ชื่อผลิตภัณฑ์ในระบบเป็นคนละชื่อกับสินค้าที่ถืออยู่ ก็ไม่ควรสรุปทันทีว่าสินค้านั้นถูกต้องเพียงเพราะเลขดังกล่าวมีอยู่ในฐานข้อมูล
หลักเดียวกันใช้กับข้อมูลอื่นที่ระบบแสดง ถ้ามีความไม่ตรงกันอย่างชัดเจน ควรตรวจเลขที่พิมพ์อีกครั้งว่าอ่านผิดหรือไม่ และหลีกเลี่ยงการใช้ข้อมูลของผลิตภัณฑ์หนึ่งไปยืนยันอีกผลิตภัณฑ์หนึ่ง
นี่เป็นเหตุผลที่การเช็กเลขควรทำพร้อมกับเช็กชื่อ ไม่ใช่จำเพียงรูปแบบของตัวเลขแล้วมองว่าชุดตัวเลขที่ดูคล้ายกันคือหลักฐานเพียงพอ
ต้องดู “สถานะ” ด้วย
ข้อมูลในฐานของ อย. อาจมีสถานะของใบรับจดแจ้งแสดงอยู่ด้วย การพบข้อมูลเก่าในระบบไม่ได้หมายความว่าสถานะปัจจุบันของรายการนั้นเหมือนเดิมเสมอ
ดังนั้นเมื่อเปิดรายละเอียดขึ้นมา ควรอ่านข้อความสถานะที่ระบบแสดง ณ เวลาที่ตรวจสอบ ไม่ใช่ดูภาพหน้าจอเก่าที่ผู้อื่นส่งต่อกันมา หรืออาศัยเพียงว่าครั้งหนึ่งเคยค้นพบเลขดังกล่าว
มีเลขจดแจ้งไม่ได้แปลว่าใช้แล้วไม่แพ้
จุดที่เข้าใจผิดกันบ่อยคือคิดว่าเครื่องสำอางที่มีเลขจดแจ้งแล้วหมายความว่าใช้กับใครก็ได้โดยไม่มีโอกาสแพ้ ความจริงสองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ผิวของแต่ละคนสามารถตอบสนองต่อส่วนผสมต่างกันได้ คนหนึ่งใช้งานได้ตามปกติแต่อีกคนอาจเกิดการระคายเคืองหรือแพ้สัมผัสได้ การมีเลขจดแจ้งจึงไม่ใช่การรับรองว่า “ใช้แล้วไม่แพ้”
ในทำนองเดียวกัน เลขจดแจ้งไม่ได้เป็นหลักฐานว่าคำโฆษณาทุกข้อความบนสินค้าจะเป็นจริงตามที่ผู้ซื้อจินตนาการ เช่น ไม่ได้ใช้เลขจดแจ้งเป็นหลักฐานว่าเครื่องสำอางรักษาโรคได้ หรือยืนยันประสิทธิภาพทุกข้อที่พบในโฆษณา
เลขจดแจ้งก็ไม่ได้ใช้พิสูจน์ว่าไม่มีสารต้องห้ามทุกกรณี
อีกความเข้าใจหนึ่งคือเมื่อพบเลขจดแจ้งแล้วจะสามารถสรุปได้ว่าสินค้าทุกชิ้นที่พิมพ์เลขนั้นไม่มีปัญหาใด ๆ เลย ซึ่งไม่ควรสรุปเช่นนั้น
การตรวจสอบว่าตัวอย่างผลิตภัณฑ์จริงมีสารอะไรอยู่ภายในต้องอาศัยการตรวจที่เหมาะสม เลขบนฉลากเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแทนการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ได้ และในทางกลับกัน ผู้บริโภคก็ไม่ควรตัดสินว่ามีสารต้องห้ามจากสี กลิ่น หรือการเห็นผลเร็วเพียงอย่างเดียว
มองเลขจดแจ้งเป็นข้อมูลสำหรับตรวจสอบ ไม่ใช่ตรารับรองทุกเรื่อง
ประโยชน์ของเลขจดแจ้งสำหรับผู้ซื้อคือช่วยให้มีจุดอ้างอิงในการตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์กับฐานของหน่วยงานกำกับดูแล แทนที่จะเชื่อข้อความบนหน้าร้านหรือโฆษณาเพียงอย่างเดียว
วิธีดูแบบพื้นฐานจึงมีเพียงไม่กี่ขั้น คือหาเลขบนฉลาก นำไปค้นในระบบของ อย. อ่านชื่อผลิตภัณฑ์และผู้ประกอบการให้ตรงกัน ดูสถานะที่แสดง และอย่าขยายความหมายของเลขจดแจ้งไปเป็นการรับรองว่าผลิตภัณฑ์จะไม่แพ้หรือทำได้ตามคำโฆษณาทุกอย่าง
เลขจดแจ้งเป็นข้อมูลสำคัญบนฉลาก แต่เป็นเพียงข้อมูลประเภทหนึ่ง ไม่ใช่คำตอบทุกคำถามเกี่ยวกับความเหมาะสม ประสิทธิภาพ หรือการตอบสนองของผิวแต่ละคน
