เนื้อหาในบทความนี้
เวชสำอางมาจากคำว่าอะไร
คำว่าเวชสำอางมักใช้ใกล้เคียงกับคำภาษาอังกฤษว่า Cosmeceutical ซึ่งเกิดจากการนำคำว่า Cosmetic และ Pharmaceutical มารวมกัน
ในวงการสกินแคร์ คำนี้มักถูกใช้เพื่อสื่อภาพของเครื่องสำอางที่เน้นส่วนผสมเฉพาะ มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับ หรือได้รับการพัฒนาโดยคำนึงถึงผิวในมุมที่ดูเป็นวิชาการมากกว่าเครื่องสำอางทั่วไป
อย่างไรก็ตาม การสร้างคำขึ้นมาสื่อสารในตลาดไม่ได้หมายความว่ามีกฎหมายสร้างประเภทผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมาตามคำนั้นด้วย
ในไทยมีหมวดกฎหมายชื่อ “เวชสำอาง” หรือไม่
สำหรับการกำกับผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเคยชี้แจงว่าการแบ่งประเภทผลิตภัณฑ์สุขภาพไม่ได้มีกลุ่ม “เวชสำอาง” แยกต่างหาก
เครื่องสำอางยังอยู่ภายใต้กฎหมายเครื่องสำอาง ส่วนผลิตภัณฑ์ที่เข้าข่ายยาก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายยาและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับยา
ดังนั้นผลิตภัณฑ์หนึ่งจะเรียกตัวเองว่าเวชสำอางในเชิงการตลาดหรือไม่ ก็ไม่ได้เปลี่ยนสถานะทางกฎหมายของผลิตภัณฑ์นั้นโดยอัตโนมัติ
เวชสำอางจึงไม่เท่ากับยา
จุดที่ควรแยกให้ชัดคือ คำว่า “เวช” ในเวชสำอางอาจทำให้บางคนรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์ใกล้เคียงกับยา แต่การมีคำนี้บนชื่อกลุ่มผลิตภัณฑ์หรือข้อความการตลาดไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์นั้นได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยา
ยาและเครื่องสำอางมีวัตถุประสงค์ การกำกับ และข้อกำหนดแตกต่างกัน
เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมซึ่งคนคุ้นชื่อจากงานวิจัยด้านผิวก็ยังสามารถเป็นเครื่องสำอางได้ และการมีชื่อส่วนผสมที่ฟังดูเป็นวิทยาศาสตร์ไม่ได้เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ให้เป็นยา
ในทางกลับกัน หากผลิตภัณฑ์เป็นยา การจัดประเภทก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผู้ผลิตใช้คำว่าเวชสำอาง แต่เกิดจากการเข้าเกณฑ์และผ่านกระบวนการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยา
มีคำว่าเวชสำอางไม่ได้แปลว่าได้ผลแน่นอน
อีกความเข้าใจหนึ่งคือ ผลิตภัณฑ์ที่ถูกเรียกว่าเวชสำอางน่าจะมีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่องสำอางทั่วไปเสมอ ซึ่งไม่สามารถสรุปเช่นนั้นจากคำนี้ได้
ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์เกี่ยวข้องกับสูตรสำเร็จรูป ชนิดและปริมาณส่วนผสม รูปแบบของสาร ความคงตัว การทดสอบผลิตภัณฑ์ และข้อกล่าวอ้างที่มีหลักฐานรองรับ
ผลิตภัณฑ์สองชิ้นที่ต่างเรียกตัวเองว่าเวชสำอางอาจมีสูตรแตกต่างกันมาก ขณะที่เครื่องสำอางที่ไม่ได้ใช้คำว่าเวชสำอางก็อาจมีส่วนผสมหรือข้อมูลการทดสอบที่ดีได้เช่นกัน
คำว่าเวชสำอางจึงไม่ใช่ตรารับรองประสิทธิภาพ
เวชสำอางไม่ได้แปลว่าปลอดภัยกว่าหรือไม่แพ้
ในทำนองเดียวกัน คำนี้ไม่ใช่การรับประกันว่าผลิตภัณฑ์จะอ่อนโยน ปลอดภัยกว่า หรือไม่ก่อการระคายเคือง
ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทุกสูตรประกอบด้วยส่วนผสมหลายชนิด และผิวของแต่ละคนอาจตอบสนองแตกต่างกัน การระคายเคืองหรือการแพ้สัมผัสสามารถเกิดขึ้นได้กับส่วนผสมหลายประเภท ไม่ว่าผลิตภัณฑ์จะถูกวางตำแหน่งเป็นเครื่องสำอางทั่วไป เวชสำอาง หรือใช้คำทางการตลาดแบบใดก็ตาม
จึงไม่ควรใช้คำว่าเวชสำอางเป็นหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์เหมาะกับผิวแพ้ง่ายหรือปลอดภัยสำหรับทุกคน
เวชสำอางต่างจากเครื่องสำอางอย่างไรในร้านค้า
ในมุมการตลาด ร้านค้าและผู้ผลิตอาจใช้คำว่าเวชสำอางเพื่อจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เน้นส่วนผสมเฉพาะ งานวิจัย หรือภาพลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง
ความแตกต่างลักษณะนี้เป็นการจัดกลุ่มเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ได้ง่าย แต่ไม่ควรนำมาใช้แทนการตรวจสถานะทางกฎหมายจริง
หากผลิตภัณฑ์เป็นเครื่องสำอางในประเทศไทย ก็ยังต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดสำหรับเครื่องสำอาง เช่น การจดแจ้งและข้อกำหนดเกี่ยวกับฉลากและการโฆษณาที่เกี่ยวข้อง
มีเลขจดแจ้งแล้วแปลว่าเป็นเวชสำอางหรือได้ผลหรือไม่
เลขจดแจ้งเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการจดแจ้งเครื่องสำอาง ไม่ได้เป็นเครื่องหมายว่าเป็นเวชสำอาง และไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองประสิทธิภาพทุกข้อที่ผู้บริโภคอาจเข้าใจจากโฆษณา
เช่นเดียวกับที่มีเลขจดแจ้งไม่ได้แปลว่าผู้ใช้ทุกคนจะไม่แพ้ หรือผลิตภัณฑ์จะให้ผลเหมือนกันกับทุกคน
การอ่านเลขจดแจ้งจึงควรแยกออกจากการประเมินคำกล่าวอ้างและคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์
แล้วควรตีความคำว่าเวชสำอางอย่างไร
สำหรับผู้บริโภค การเห็นคำว่าเวชสำอางควรตีความว่าเป็นคำที่ช่วยบอกแนวทางการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์มากกว่าจะเป็นการรับรองทางการแพทย์
หากต้องการรู้ว่าผลิตภัณฑ์คืออะไร ควรดูสถานะของผลิตภัณฑ์จริง รายการส่วนผสม ข้อกล่าวอ้างบนฉลาก และข้อมูลการจดแจ้งหรือขึ้นทะเบียนที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรสรุปจากคำว่าเวชสำอางเพียงคำเดียว
สรุปคือ ในประเทศไทยคำว่าเวชสำอางถูกใช้มากในตลาดสกินแคร์ แต่ไม่ได้เป็นหมวดกฎหมายที่ทำให้ผลิตภัณฑ์อยู่กึ่งกลางระหว่างเครื่องสำอางกับยาโดยอัตโนมัติ การมีคำว่าเวชสำอางไม่ได้แปลว่าเป็นยา ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยกว่าผลิตภัณฑ์อื่น และไม่ได้รับประกันว่าจะมีประสิทธิภาพแน่นอน การพิจารณาผลิตภัณฑ์จึงควรดูสถานะและข้อมูลของผลิตภัณฑ์จริงมากกว่าชื่อทางการตลาด
