เนื้อหาในบทความนี้
Intrinsic aging อาจเรียกว่า Chronological aging หรือการเปลี่ยนตามอายุ ส่วน Photoaging เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนจากปัจจัยภายนอกหรือ extrinsic aging โดยเจาะจงไปที่ผลของแสง
การแยกสองคำนี้ช่วยให้เข้าใจว่าผิวที่เปลี่ยนเมื่ออายุมากขึ้นไม่ได้เกิดจาก “อายุ” เพียงอย่างเดียว และการเปลี่ยนจากแสงก็ไม่ใช่กระบวนการเดียวกับการเปลี่ยนตามเวลาตามธรรมชาติ
Intrinsic aging คืออะไร
Intrinsic aging เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงตามวัยที่เกิดขึ้นในร่างกายตามธรรมชาติ
เมื่อเวลาผ่านไป การทำงานและการสร้างองค์ประกอบต่าง ๆ ของผิวสามารถเปลี่ยนไป รวมถึงการผลัดเซลล์ โครงสร้างของผิวหนังชั้นนอกและหนังแท้ การสร้างโปรตีนบางชนิด ตลอดจนความสามารถในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
พันธุกรรมและการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยาตามช่วงชีวิตก็มีส่วนต่อกระบวนการนี้ จึงไม่มีอายุหนึ่งอายุใดที่ผิวของทุกคนจะเริ่มเปลี่ยนในลักษณะเหมือนกันทั้งหมด
ลักษณะที่มักถูกพูดถึงในบริบทของการเปลี่ยนตามวัย ได้แก่ ผิวที่บางลง ความแห้ง ความยืดหยุ่นที่เปลี่ยนไป และริ้วรอยละเอียด แต่ลักษณะเหล่านี้ไม่ได้ใช้บอกอายุของผิวอย่างแม่นยำเป็นรายคน
แล้ว Photoaging คืออะไร
Photoaging หรือผิวเสื่อมจากแสง หมายถึงการเปลี่ยนแปลงของผิวจากการสัมผัสแสงสะสม โดยเฉพาะรังสี UV จากแสงแดด
ผิวบริเวณที่โดนแดดเป็นประจำ เช่น ใบหน้า คอ แขน และหลังมือ จึงอาจมีลักษณะต่างจากพื้นที่ที่ได้รับแสงน้อย แม้อยู่ในคนคนเดียวกัน
เมื่อผิวได้รับ UV ซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน กระบวนการในเซลล์และโครงสร้างในหนังแท้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ รวมถึงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับคอลลาเจนและอีลาสติน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไม Photoaging จึงมักถูกพูดถึงร่วมกับริ้วรอย ความยืดหยุ่น และพื้นผิวของผิว
การเปลี่ยนของเม็ดสีจากแสงก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของภาพนี้ เช่น กระแดด ซึ่งสัมพันธ์กับการได้รับแสงและ UV สะสม
สองแบบนี้ทำให้ผิวดูต่างกันหรือไม่
ในภาพรวมสามารถเห็นแนวโน้มต่างกันได้ แต่ไม่ควรใช้รูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียวแยกว่าเส้นหรือจุดใดเกิดจากกระบวนการใด
การเปลี่ยนตามวัยตามธรรมชาติมักถูกเชื่อมโยงกับผิวที่บางลง แห้งขึ้น และมีริ้วรอยละเอียด
ส่วนผิวที่ได้รับแสงสะสมมากอาจพบพื้นผิวหยาบขึ้น ริ้วรอยที่เห็นชัดขึ้น ความยืดหยุ่นเปลี่ยน และสีผิวไม่สม่ำเสมอหรือมีจุดสีเข้มบางบริเวณได้ งานศึกษาด้านผิวสูงวัยจึงแยก chronological aging และ photoaging เพื่อศึกษากระบวนการที่ไม่เหมือนกันทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ในชีวิตจริงคนที่มีอายุมากขึ้นย่อมผ่านทั้งเวลาและการสัมผัสสิ่งแวดล้อมมาพร้อมกัน จึงมีการซ้อนทับของสองกระบวนการอยู่เสมอ
Photoaging เท่ากับ Extrinsic aging หรือไม่
ไม่เท่ากันเสียทีเดียว
Extrinsic aging เป็นคำกว้างสำหรับการเปลี่ยนของผิวที่สัมพันธ์กับปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดด การสูบบุหรี่ และสิ่งแวดล้อมบางอย่าง
ส่วน Photoaging หมายถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับแสงโดยเฉพาะ
ดังนั้น Photoaging ถือเป็นส่วนหนึ่งของ extrinsic aging แต่ไม่ควรนำคำสองคำนี้มาใช้แทนกันในทุกกรณี
แดดทำให้ผิว “แก่เร็ว” หมายความว่าอย่างไร
ประโยคนี้เป็นการพูดแบบง่าย ๆ
ในทางชีววิทยา การเปลี่ยนตามเวลาและการเปลี่ยนจาก UV มีกลไกบางอย่างที่ทับซ้อนกัน แต่ไม่ใช่กระบวนการเดียวกัน
UV สามารถเกี่ยวข้องกับความเสียหายสะสมในเซลล์ การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างในหนังแท้ และความผิดปกติของเม็ดสี เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดร่วมกับการเปลี่ยนตามวัย ผิวบริเวณที่ได้รับแดดมากจึงอาจมีลักษณะการเปลี่ยนแปลงเด่นกว่าบริเวณที่ได้รับแดดน้อย
แต่ไม่ควรตีความว่าทุกรอยย่นหรือจุดบนผิวสามารถระบุได้ว่าเกิดจากแสงกี่เปอร์เซ็นต์และเกิดจากอายุกี่เปอร์เซ็นต์
สีผิวก็มีส่วนต่อรูปแบบของ Photoaging
เมลานินสามารถดูดซับพลังงานจาก UV ได้บางส่วน ดังนั้นลักษณะของ Photoaging จึงไม่ได้เหมือนกันในทุกสีผิว
ในผิวบางกลุ่ม ริ้วรอยจากแสงอาจเด่นช้ากว่า ขณะที่ความไม่สม่ำเสมอของเม็ดสีอาจเป็นลักษณะที่เห็นชัดกว่า ปัจจัยอย่างพันธุกรรม ตำแหน่งของผิว ปริมาณแสงสะสม และวิถีชีวิตยังทำให้แต่ละคนแตกต่างกันอีกด้วย
อายุผิวไม่ได้มีสาเหตุเดียว
การเปลี่ยนของผิวเมื่ออายุมากขึ้นไม่ได้เกิดจากคอลลาเจนอย่างเดียว ไม่ได้เกิดจากแสงอย่างเดียว และไม่ได้เกิดจากเวลาที่ผ่านไปอย่างเดียว
ทั้งผิวหนังชั้นนอก หนังแท้ ไขมันใต้ผิว โครงสร้างใบหน้า ฮอร์โมน พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อมสามารถมีส่วนร่วม
การแยกคำว่า Intrinsic aging และ Photoaging จึงมีประโยชน์ในฐานะกรอบสำหรับทำความเข้าใจกระบวนการ ไม่ใช่การแบ่งว่าผิวของคนหนึ่งส่วนไหน “แก่ตามอายุ” และส่วนไหน “แก่จากแดด” ได้อย่างแม่นยำจากการมองภายนอก
โดยสรุป Intrinsic aging คือการเปลี่ยนตามวัยตามธรรมชาติ ส่วน Photoaging คือการเปลี่ยนของผิวที่เกี่ยวข้องกับการได้รับแสงสะสม โดยเฉพาะ UV ทั้งสองเกิดร่วมกันได้และมีผลต่อหลายส่วนของผิว การเห็นริ้วรอย ความแห้ง หรือจุดสีผิวเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถบอกได้ว่ามาจากกระบวนการใดเพียงสาเหตุเดียว
