เนื้อหาในบทความนี้
ลองนึกถึงตอนจับแก้วน้ำเย็น เดินออกไปกลางแดด หรือเผลอไปโดนของมีคม ผิวเป็นส่วนแรก ๆ ที่สัมผัสสิ่งเหล่านี้ แล้วส่งข้อมูลให้เรารับรู้และตอบสนอง ผิวจึงเป็นทั้งสิ่งห่อหุ้มและส่วนหนึ่งของการทำงานร่วมกันระหว่างร่างกายกับสิ่งแวดล้อม
ผิวหนังทำหน้าที่อะไร
หน้าที่ที่เห็นภาพง่ายที่สุดคือ การปกป้อง ผิวช่วยกั้นสิ่งต่าง ๆ จากภายนอก เช่น สิ่งสกปรกและจุลชีพบางชนิด ไม่ให้ผ่านเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ในเวลาเดียวกัน ผิวช่วยลดการสูญเสียน้ำออกจากร่างกายด้วย แต่คำว่า “กั้น” ไม่ได้หมายความว่าผิวเป็นแผ่นปิดที่ไม่มีวันเสียหาย หากผิวถูกบาด ถลอก หรือระคายเคือง การปกป้องในบริเวณนั้นก็อาจลดลง
ผิวยังช่วยให้เรารู้สึกถึง การสัมผัส เรารับรู้ได้ว่าพื้นผิวหนึ่งเรียบหรือหยาบ ของที่แตะอยู่ร้อนหรือเย็น และแรงกดนั้นเบาหรือหนัก ความเจ็บเมื่อโดนของแหลมก็เป็นสัญญาณที่ช่วยให้เราถอยออกจากสิ่งที่อาจทำอันตรายได้ ความรู้สึกเหล่านี้เกิดจากส่วนรับความรู้สึกในผิวและการส่งสัญญาณต่อไปยังระบบประสาท
อีกหน้าที่หนึ่งคือ การช่วยควบคุมอุณหภูมิ เมื่อร่างกายร้อน เหงื่อที่ออกมาทางผิวและการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดใต้ผิวมีส่วนช่วยระบายความร้อน เมื่ออากาศเย็น ร่างกายก็ปรับการไหลเวียนเลือดบริเวณผิวเพื่อลดการสูญเสียความร้อน เราอาจไม่เห็นกระบวนการเหล่านี้ทั้งหมด แต่สังเกตผลได้ เช่น เหงื่อออกหรือผิวดูแดงขึ้นหลังอยู่ในที่ร้อน
ผิวไม่ได้เป็นแผ่นเดียวเรียบ ๆ
ถ้ามองจากภายนอก ผิวอาจดูเป็นแผ่นต่อเนื่อง แต่ภายในมีหลายส่วนทำงานร่วมกัน ชั้นที่อยู่ด้านนอกช่วยรับสิ่งที่มากระทบจากภายนอก ส่วนชั้นที่ลึกลงไปมีโครงสร้างที่ช่วยพยุงผิว รวมถึงหลอดเลือด เส้นประสาท ต่อมเหงื่อ และต่อมไขมัน ใต้ลงไปอีกมีเนื้อเยื่อที่ช่วยรองรับและเชื่อมผิวกับส่วนอื่นของร่างกาย รายละเอียดว่ามีกี่ชั้นและแต่ละชั้นอยู่ตรงไหนอ่านต่อได้ที่ ผิวมีกี่ชั้น
ผิวยังมีการผลัดเปลี่ยนอยู่เรื่อย ๆ เซลล์ผิวใหม่ก่อตัวขึ้นและค่อย ๆ เคลื่อนมาทดแทนเซลล์เก่าที่หลุดออกจากผิวหน้า กระบวนการนี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่ได้แปลว่าผิวทั้งผืนเปลี่ยนใหม่พร้อมกันในวันเดียว และไม่จำเป็นต้องมองเห็นสะเก็ดผิวจึงจะรู้ว่ามีการผลัดเปลี่ยน
ทำไมผิวแต่ละบริเวณจึงไม่เหมือนกัน
ผิวบริเวณฝ่าเท้าต้องรับแรงกดและเสียดสีมากกว่าผิวรอบดวงตา จึงดูและสัมผัสต่างกัน บางบริเวณมีขนและต่อมไขมันมากกว่าอีกบริเวณหนึ่ง บางจุดเหงื่อออกง่ายกว่า ความหนา ความมัน สี และสัมผัสของผิวจึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทั่วตัว
ผิวของคนสองคนก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน สีผิวมีส่วนเกี่ยวข้องกับเม็ดสีที่เรียกว่าเมลานิน รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ส่วนความรู้สึกว่าผิวมัน แห้ง หรือตึง อาจเปลี่ยนได้ตามบริเวณ อายุ สภาพแวดล้อม และช่วงเวลา การเห็นผิวเปลี่ยนไปอย่างหนึ่งจึงไม่ได้บอกสาเหตุได้ทันทีจากการมองเพียงอย่างเดียว
